SMEs PLUS

Butterfly Thai Perfume ชูจุดขาย กลิ่นหอมแบบวิถีไทย

  • 2016-09-14 11:10:39

Butterfly Thai Perfume

ชูจุดขาย กลิ่นหอมแบบวิถีไทย

 

                Butterfly Thai Perfume คือ น้ำหอมไทยอีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ ถูกใจทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ

                ด้วยจุดเด่นของกลิ่น ที่นำเอาวัฒนธรรมในแบบไทยๆ มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ผ่านชื่อกลิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นข้าวเหนียวมะม่วง กลิ่นโคลนสาบควาย กลิ่นพวงมาลัย ฯลฯ

อีกทั้งกรรมวิธีในการผลิตน้ำหอมของแบรนด์นี้ ยังเลือกใช้วิธีการทำน้ำอบน้ำปรุงแบบโบราณที่ถูกลืมเลือน มาผสานเข้ากับการทำน้ำหอมแบบสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว 

สร้างทั้งความสะดุดใจ และความประทับใจให้กับลูกค้า จนสามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว

“สุชิน แก้วอุดม” เจ้าของแบรนด์Butterfly Thai Perfume เริ่มต้นสร้างธุรกิจน้ำหอมขึ้นในปี 2555 ซึ่งสถานการณ์การแข่งขันในกลุ่มสินค้าน้ำหอมแบรนด์ไทยในขณะนั้น ถือว่ามีอยู่น้อยมาก

สุชิน เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น ไอเดียในการสร้างธุรกิจน้ำหอมว่า เริ่มจากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ที่ใช้ต้นทุนในการผลิตไม่สูงมากนัก

“ผมเรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมโยธา แต่อาชีพที่ทำ คือ เป็นดีไซเนอร์ออกแบบให้กับแบรนด์เสื้อผ้า แล้วก็มีส่งงานประกวดตามเมืองนอกบ้าง วันหนึ่งเพื่อนที่อยู่เมืองนอกก็เล่าให้ฟังว่า น้ำหอมแบรนด์ต่างประเทศที่ขายกัน 7,000-8,000 บาทนั้น มีต้นทุนต่อขวดจริงๆ แค่ 500-700 บาทเท่านั้นเอง

ตอนนั้นฟังเพื่อนเล่าแล้วรู้สึกคลิกเลย เพราะน้ำหอมเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวทุกคน แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้นทุนการผลิตไม่ได้สูงมากนัก ก็เริ่มศึกษาวิธีการทำน้ำหอมทั้งในแบบปัจจุบัน และการทำน้ำหอมในแบบโบราณ ซึ่งจะเป็นพวกน้ำอบน้ำปรุง ที่คนไทยสมัยโบราณใช้กัน

ที่จริงพอตั้งใจว่าจะทำน้ำหอม ก็อยากไปเรียนที่ตามสถาบันที่เมือง Grasse ประเทศฝรั่งเศสโดยตรง แต่พอเช็คข้อมูลดูแล้วมันแพงมากเป็นหลักล้าน เลยต้องล้มเลิกความคิดไป แล้วหันมาศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง ทั้งการทำน้ำหอมในแบบโบราณ และแบบสมัยใหม่ด้วยตัวเอง

โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบอะไรที่มีความโบราณอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เช่น พวกน้ำอบ น้ำปรุง ซึ่งแต่ก่อนประเทศเราทำได้ดีไม่แพ้ต่างชาติ แล้วก็มีวัตถุดิบตามธรรมชาติที่ใช้ในการทำเครื่องหอมอยู่เยอะ เป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบไปต่างประเทศ อย่างพวกไม้กฤษณา กำยาน ชะมดเช็ด แต่คนไทยสมัยใหม่แทบไม่มีใครทำเป็นแล้ว

แต่พอมาถึงสมัยนี้ การทำน้ำหอมมีเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ เพราะเน้นไปที่การผลิตในระบบโรงงานอุตสาหกรรม แต่สำหรับน้ำหอมของ Butterfly Thai Perfume นั้น เราเลือกใช้กรรมวิธีทั้งในแบบโบราณและสมัยใหม่ผสมผสานกัน แต่จะเน้นไปที่การใช้วัตถุดิบที่มีกลิ่นหอมจากธรรมชาติ ลดพวกสารเคมีลงให้น้อยที่สุด มีความเป็นแฮนด์เมด ต่างจากน้ำหอมแบรนด์อื่นที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมทั่วไป”

ส่วนที่มาของชื่อแบรนด์Butterfly Thai Perfumeนั้นมาจากการที่ผีเสื้อชอบกินน้ำหวานจากดอกไม้ ผีเสื้อจึงรู้จักความหอมของดอกไม้ทุกดอกเป็นอย่างดี

นอกจากกรรมวิธีการผลิต และวัตถุดิบหลักที่มาจากธรรมชาติแล้ว จุดเด่นที่แข็งแรงของ Butterfly Thai Perfume คือ การบอกเล่าถึงวัฒนธรรมในแบบของคนไทย ใส่ลงไปในน้ำหอม เกิดเป็นสตรอรี่ของน้ำหอมในแต่ละกลิ่นขึ้นมา

ไม่เพียงแค่ต้องการให้คนไทย ไม่หลงลืมในวัฒนธรรมไทยที่สืบสานมา แต่ยังต้องการให้สตรอรี่ต่างๆที่สร้างขึ้น กลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจจากลูกค้าต่างชาติ อย่างกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ และมีความสนใจในวัฒนธรรมของไทยอยู่แล้ว

ทั้งนี้ Butterfly Thai Perfume มีกลิ่นให้เลือกทั้งหมด 6 กลุ่มหลัก แบ่งเป็น 16 กลิ่นย่อย ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ว่า The Scent of Happiness หรือกลิ่นหอมแห่งความสุขที่คุณสัมผัสได้

หนึ่ง – กลิ่นไม้หอม เช่น กฤษณากำยาน ซึ่งเป็นน้ำหอมกลิ่นแรก และได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างมาก จนกลายมาเป็นกลิ่นซิกเนเจอร์ของทางร้าน และยังเป็นกลิ่นที่ขายดีที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน 

สอง - กลิ่นสดชื่น เช่น มะกรูดกานพลู ซึ่งเป็นกลิ่นแนวอโรมา มีวัตถุดิบหลักเป็นลูกจันทน์เทศอินเดีย

สาม –กลิ่นดอกไม้ เช่น แฝกหอมกุหลาบ ได้แรงบันดาลใจมาจากปากคลองตลาด เป็นกลิ่นของกุหลาบที่ถูกมัดด้วยหนังสือพิมพ์ วางเรียงรายอยู่สองข้างทาง 

สี่ –กลิ่นขนมหวาน เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมไทยที่ขึ้นชื่อ ให้กลิ่นหอมแบบหวานมันจากข้าวเหนียวราดน้ำกะทิและถั่ว ซึ่งเป็นอีกกลิ่นที่ขายดีในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ  

ห้า –กลิ่นผลไม้ เช่น ใบมะม่วง เป็นกลิ่นของดอกมะม่วงอ่อนและใบมะม่วงอ่อนที่ฉ่ำน้ำฝน

หก – กลิ่นเครื่องเทศ เช่น ข่า กลิ่นหอมที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องครัวไทย กับสารพัดเมนูที่มีข่าเป็นส่วนประกอบ

“จริงๆแล้วกลุ่มเป้าหมายของเราเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก เพราะน้ำหอมแต่ละกลิ่นมีสตรอรี่อยู่ในตัวสอดแทรกวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่ผู้ใหญ่หลายๆคนลืมไปแล้ว หรือบางอย่างเด็กรุ่นใหม่ก็ไม่รู้จักด้วยซ้ำ อย่างน้ำหอมกลิ่นโคลนสาบควาย เชื่อว่าเด็กๆส่วนมากไม่รู้จัก นึกไม่ออกหรอกว่ากลิ่นโคลนสาบควายมันเป็นอย่างไร

สำหรับผู้ใหญ่เอง พอได้กลิ่นที่เขาคุ้นเคยอย่างกลิ่นใบมะม่วง ทำให้นึกถึงตอนเป็นเด็ก วิ่งเล่นอยู่ที่บ้านนอก ตอนฝนตกก็จะได้กลิ่นของใบมะม่วง มันทำให้เขานึกถึงความหลัง เขาก็จะแฮปปี้กับกลิ่นพวกนี้มาก

หรือใครไปอยู่ต่างประเทศนานๆ พอกลับมาเขาจะโหยหาความเป็นไทย พอรู้ว่ามีกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วง ก็จะขนซื้อกลับไปแจกญาติคนไทยที่เมืองนอกเยอะแยะเลย เพราะฉีดแล้วทำให้เขานึกถึงบ้านที่เมืองไทย เพราะทุกคนต้องเคยกินข้าวเหนียวมะม่วงมาก่อน

 ฝรั่งที่มาเที่ยวเมืองไทยก็เช่นกัน เขาจะรู้จักข้าวเหนียวทุเรียน พอมาเห็นน้ำหอมกลิ่นนี้เขาก็แปลกใจ และชอบซื้อกลับไปเป็นที่ระลึก และเป็นของฝาก เพราะมันไม่ใช่แค่เป็นน้ำหอม แต่ยังมีวัฒนธรรมของความเป็นไทยสอดแทรกอยู่ ดังนั้นน้ำหอมกลิ่นนี้ก็จะขายดี ทั้งในกลุ่มคนไทยและต่างชาติ  

ส่วนกลิ่นที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านจริงๆ คือ กฤษณากำยาน ซึ่งไม้กฤษณาถือว่าเป็นไม้ที่มีราคาแพง ในสมัยโบราณจะมีแต่พวกเจ้าขุนมูลนายที่มีสิทธิ์ใช้ เพราะสมัยก่อนเขาจะนำกฤษณามาชงดื่มเพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากผู้ชายในยุคนั้นมีเมียหลายคน ส่วนผู้หญิงก็จะนำมาปรุงเป็นเครื่องหอม แต่คนที่มีสิทธิ์ใช้ก็จะมีแต่ชนชั้นสูง ก็เลยอยากนำองค์ความรู้ในสมัยโบราณ รื้อฟื้นขึ้นมาทำใหม่ ให้อยู่ในรูปของน้ำหอมที่ใช้ได้สะดวก ทุกคนเข้าถึงได้

ปัจจุบันนี้ ไม้กฤษณาก็ยังมีราคาแพงอยู่ กิโลกรัมละประมาณ 4 แสนบาท แต่เราสามารถคุมคอสต์ได้ เนื่องจากตอนนี้มีกลุ่มชาวบ้านปลูกไม้กฤษณาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสกัดน้ำมันสำหรับส่งไปขายที่เมืองนอก ปัญหาในเรื่องขาดแคลนวัตถุดิบก็หมดไปด้วย”

หลังจากใช้เวลาในการค้นคว้าหาความรู้ และศึกษากรรมวิธีการผลิตน้ำหอมจนตกผลึกนานกว่า 4 ปี ก็สามารถผลิตน้ำหอมได้ สุชินเริ่มต้นจากทำน้ำหอมแจกคนใกล้ตัว อย่างการให้เป็นของขวัญวันเกิดคุณแม่ และเพื่อนๆ ซึ่งก็ได้รับฟีดแบ็คที่ดี ทั้งคุณภาพของกลิ่นที่มีความเป็นธรรมชาติสูง และติดทนนานเพราะได้กรรมวิธีในการทำน้ำหอมสมัยใหม่เข้ามาเสริมและทุกกลิ่นยังมีความเป็น Unisex สามารถใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง 

“ผมเริ่มทำธุรกิจน้ำหอมอย่างจริงจัง ประมาณปี 2555 วิธีการทำตลาดก็เป็นอะไรที่ขายตรงมากๆ ด้วยการทำเทสเตอร์น้ำหอมแล้วไปยืนแจกอยู่หน้าสวนจตุจักร ตอนนั้นยังมีน้ำหอมแค่กลิ่นเดียว คือ กลิ่นกฤษณากำยาน เราก็จะบอกคนที่แจกให้เขาพกเทสเตอร์ติดกระเป๋าตังค์ไว้นะ

ไปยืนแจกจนเพื่อนเลิกคบ เพราะเขารู้สึกว่าทำงานเป็นดีไซเนอร์ดีๆอยู่แล้ว กลับมายืนแจกเทสเตอร์ มันคงดูไม่มีอนาคตในสายตาเขา แต่เราไม่ได้รู้สึกแบบนั้น คิดแค่ว่ามันคืออาชีพที่สุจริต ตอนนั้นก็ไม่รู้ด้วยว่าน้ำหอมที่ทำจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า คนจะยอมรับไหม เพราะอย่างที่รู้ว่าคนไทยยึดติดกับแบรนด์ แต่ก็อยากลองทำดู

ตัวเทสเตอร์ซึ่งเป็นกระดาษแผ่นเล็กๆที่แจกไปนั้น จะบอกช่องทางติดต่อ และสั่งซื้อสินค้าติดไว้ ซึ่งในตอนนั้นจะเป็นแค่ช่องทางออนไลน์พอแจกไปได้สักระยะหนึ่ง ก็มีลูกค้าเริ่มติดต่อเข้ามา เพราะชอบกลิ่น เนื่องจากเราใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติจริงๆโดยมากลูกค้าจะบอกว่าเทสเตอร์ที่แจกไปนั้นติดทนมาก ทำให้ในกระเป๋าตังค์หอมไปเกือบเดือน

ผลตอบรับก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ พอลูกค้าใช้แล้วชอบ ก็เริ่มบอกต่อๆกัน ก็เริ่มมีเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ อยากลองรับน้ำหอมไปขายดูบ้าง มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งพอรู้ว่าทำน้ำหอม เขาก็มาอุดหนุน ลองซื้อไปใช้ 1 ขวด แล้วก็กลับมาซื้ออีกเป็น 10 ขวด ลองเอาไปขาย แล้วก็ค่อยๆเพิ่มเป็น 100 ขวด จนเป็น 1,000 ขวด เขาเอาน้ำหอมไปขายอยู่ 5 เดือน ก็สามารถซื้อรถได้ 1 คัน ทำให้เราดีใจมาก เพราะสามารถช่วยให้เพื่อนๆ และพี่ๆ น้องๆของเรา มีรายได้ไปกับเราได้ด้วย

กลุ่มลูกค้าที่ใช้น้ำหอมเรา จะมีทั้งคนที่ใช้น้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์มาก่อน ตอนแรกพอเห็นว่าเป็นน้ำหอมแบรนด์ไทยก็อคติไว้ก่อนแล้ว แต่พอมาลองใช้จริงๆ เขาก็เปลี่ยนใจ กับอีกกลุ่มหนึ่งไม่เคยใช้น้ำหอมมาก่อน แต่ได้รับเทสเตอร์ไปแล้วติดใจ เลยกลับมาที่ร้านเพื่อซื้อไปทดลองใช้ ทุกวันนี้การแจกเทสเตอร์ก็ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักของแบรนด์อยู่ ลูกค้าสามารถมาลองเทสน้ำหอมที่ร้านได้เลยทุกกลิ่น และเอาเทสเตอร์กลับไปบ้านได้เลย  

บางคนใช้น้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์มาแล้วแพ้ ผื่นขึ้น แต่พอใช้น้ำหอมของเราแล้วไม่เป็น บางคนก็เอาไปดัดแปลง ฉีดสองกลิ่นผสมกัน ก็จะได้เป็นกลิ่นใหม่ๆขึ้นมา นอกจากคนทำงานแล้ว เด็กวัยรุ่น วัยนักศึกษา ก็เป็นลูกค้าของเราเช่นกัน เพราะจะมีกลิ่นที่เป็นพวกขนมและผลไม้ ที่เหมาะกับวัยของลูกค้ากลุ่มนี้”

เมื่อผลตอบรับดีขึ้น จากช่องทางการขายออนไลน์ ก็เริ่มขยายมายังหน้าร้าน สาขาแรกจะอยู่ที่สวนจตุจักร จากนั้นก็เริ่มขยายสาขามาที่ ยูเนียนมอลล์ ตลาดนัดรถไฟสาขารัชดา ตลาดนัดรถไฟสาขาเกษตร-นวมินทร์ และ The Street รัชดา

สวนจตุจักรยังคงเป็นสาขาที่มียอดขายดีที่สุด เพราะได้กลุ่มของลูกค้าต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งกลิ่นที่ได้รับความนิยมก็จะเป็นกลิ่นที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างข้าวเหนียวมะม่วง และไม้กฤษณากำยาน

ในส่วนของแพ็คเกจจิ้งมีให้เลือก 2 ขนาด 10 ml ราคา 259 บาท และ 60 ml ราคา 959 บาท ยกเว้นสาขาสวนจตุจักรที่จะมีขนาดทดลอง 2 ml ราคา 59 บาท เพิ่มขึ้นมา  

“เป้าหมายในการทำธุรกิจจากนี้ไป ตั้งใจว่าจะขยายสาขาเพิ่มอีก 2 แห่ง ให้ลูกค้าหาซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น และเริ่มมองไปที่ตลาดต่างประเทศอย่างจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งลูกค้าเป็นคนติดต่อเข้ามาเอง อยากจะเป็นดีลเลอร์รับน้ำหอมไปขายในประเทศของเขา โดยมากจะเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในไทย ซื้อน้ำหอมเราไปใช้แล้วติดใจ บางคนถือแผนที่มาร้าน บอกว่าเพื่อนวาดให้ เพราะเคยมาซื้อใช้แล้วชอบ เราก็ภูมิใจที่เขาตั้งใจมาซื้อน้ำหอมของเราจริงๆ

แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูในเรื่องของกำลังการผลิตเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันนี้สามารถผลิตได้ 10,000 ขวดต่อเดือนถ้าจะรุกตลาดไปยังต่างประเทศจริงๆ ก็ต้องผลิตให้ได้มากกว่านี้เป็น 2 เท่า และต้องใช้เงินทุนมากพอสมควร ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงเวลาของการขยายธุรกิจ แต่ก็จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบลงทุน เพราะต้องดูสภาพเศรษฐกิจด้วย

                แต่ที่จะได้เห็นกันก่อน คือ ไลน์สินค้าตัวใหม่ ในกลุ่มของน้ำหอมปรับอากาศสำหรับแขวนในรถยนต์ ซึ่งผลิตจากธรรมชาติและไม่มีสารเคมี เพื่อขยายฐานลูกค้าออกไปให้กว้างขึ้น ซึ่งกำลังจะวางขายในเร็วๆนี้”

                แนวคิดในการสร้างธุรกิจของสุชิน ที่เลือกใช้การใส่สตรอรี่ให้กับน้ำหอมในแบบของวิถีความเป็นไทย น่าจะเป็นอีกตัวแบบให้กับผู้ประกอบการ ที่กำลังมองหาไอเดียในการสร้างธุรกิจได้